ระบบการศึกษา

US Flag

ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้น รัฐบาลกลางมิได้เป็นผู้กำหนดนโยบายการศึกษา รัฐแต่ละรัฐจะมีหน่วยงานด้านการศึกษาทำหน้าที่กำหนดรูปแบบและนโยบายทางการศึกษาของภายในรัฐ โดยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐที่สถาบันนั้น ๆ ตั้งอยู่ โดยส่วนใหญ่จะมาจากเงินภาษีของรัฐและค่าเล่าเรียน

โรงเรียนในสหรัฐอเมริกานั้นจะอยู่ในความควบคุมดูแลของเขตการศึกษาท้องถิ่น ซึ่งคณะกรรมการเขตการศึกษาเป็นผู้กำกับดูแลและกำหนดนโยบายสำหรับโรงเรียน โดยกำหนดให้เรียนฟรีตั้งแต่ Grade 1- 12 (หรือมัธยมศึกษาตอนปลาย) ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ

US Education System

ในระดับโรงเรียนจะแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้ (ดูภาพประกอบ)
  • Elementary School
  • Middle School หรือ Junior High School
  • High School
ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

โดยทั่วไปเด็กอเมริกันจะเริ่มไปโรงเรียนเมื่ออายุได้ 5 ปี เรียกว่าระดับ Kindergarten ระดับนี้มิใช่การศึกษาภาคบังคับเด็กจะเริ่มเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับเมื่อเข้าเรียนเกรด 1 เมื่ออายุ 6 ปี

เมื่อเรียนจบเกรด 5 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระดับประถมศึกษา จึงเข้าเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) อีก 7 ปี (เกรด 6 – 12) โดยเกรด 9 – 12 จะเรียกว่า “High School” และเมื่อสำเร็จหลักสูตรจะได้รับ High School Diploma ซึ่งเป็นประกาศนียบัตรสำหรับใช้สมัครเข้าศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยต่อไป คำว่า “เกรด” ในอเมริกานั้นมีอยู่ 2 ความหมาย: (1) คะแนนสอบ (2) ปีการศึกษาในระดับประถมและมัธยมศึกษา

สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ประเทศอเมริกา ส่วนใหญ่จะสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนหรือ Boarding School สำหรับนักเรียนไทยนั้นโดยทั่วไปแล้วจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าศึกษาต่อเกรด 10 ในอเมริกา

ระดับอุดมศึกษา (College / University)

เมื่อสำเร็จหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเกรด 12 นักศึกษาอเมริกันส่วนใหญ่เข้าศึกษาต่อในวิทยาลัย (College) หรือมหาวิทยาลัย (University)

●     ระดับปริญญาตรี (4 ปี)

นักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในอเมริกา สามารถใช้วุฒิการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายซึ่งเทียบเท่ากับเกรด 12 ในการสมัครได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียนหลักสูตรเพื่อปรับวุฒิการศึกษาให้เทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของอเมริกัน เหมือนกับระบบการศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

●     ระดับปริญญาโท (1 – 2 ปี)

หลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาโทจะเน้นการศึกษาเชิงลึกในสาขาวิชานั้น ๆ ส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรระยะเวลา 2 ปี และ 1 ปีในบางหลักสูตรได้แก่ Journalism หากนักศึกษาต้องการศึกษาต่อขั้นสูงในสาขาวิชาเฉพาะทางต่อไปก็สามารถเลือกเรียนในระดับปริญญาเอก หรือ Doctorate (Ph. D.) ต่อไปได้ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 – 6 ปี นอกจากการเรียนในชั้นเรียนแล้ว นักศึกษามักต้องเตรียมเขียนงานวิจัยหรือ “Master’s Thesis”

●     ระดับปริญญาเอก (4 ปี)

สำหรับนักศึกษาต่างชาติหลักสูตรในระดับปริญญาเอกโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3 – 6 ปี หรือ 5 – 6 ปี โดยในช่วง 2 ปีแรกจะเป็นการเรียนในชั้นเรียนและการเข้าร่วมสัมมนา หลังจากนั้นจะเป็นการศึกษาค้นคว้า การวิจัย และการเขียนวิทยานิพนธ์ ประเมินผลการเรียนด้วยคะแนนจากการสอบรวมทั้งการสอบ Oral ในหัวข้อเดียวกันกับงานวิทยานิพนธ์ สาขาวิชาที่นิยมศึกษาในระดับปริญญาเอกได้แก่ Law, Dentistry และ Medicine นักศึกษาที่ต้องการเรียนในสาขาวิชาเหล่านี้ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาเดียวกัน

ประเภทของสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

สถาบันระดับอุดมศึกษาในอเมริกามีจำนวนกว่า 3,000 แห่ง (สถาบันการศึกษาของรัฐบาลและเอกชน) โดยแยกเป็นประเภท ดังนี้

1.    วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ (State College หรือ University)

สถาบันการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนและดำเนินการโดยรัฐบาลของรัฐนั้น ๆ โดยแต่ละรัฐทั้ง 50 รัฐ จะมีมหาวิทยาลัยของรัฐอย่างน้อยรัฐละ 1 แห่ง และวิทยาลัยของรัฐอีกจำนวนหนึ่ง โดยสถาบันการศึกษาของรัฐส่วนใหญ่จะมีคำว่า “State” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อสถาบันการศึกษา

2.    วิทยาลัยระบบ 2 ปี (Two-Year College)

สถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรระดับอนุปริญญา หรือเรียกว่า Associate’s Degree วิทยาลัยระบบ 2 ปีนี้มีทั้งเป็นของรัฐบาลและเอกชน สำหรับวิทยาลัยที่เป็นของรัฐได้รับการสนับสนุนเงินงบประมาณจากรัฐบาล ผู้ที่สำเร็จอนุปริญญาส่วนใหญ่จะโอนหน่วยกิตเพื่อศึกษาต่อยังวิทยาลัยระบบ 4 ปี หรือเรียกว่า Four-Year College หรือมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลาเรียนอีกเพียง 2 ปีหรือมากกว่า แล้วแต่สาขาวิชา

3.    วิทยาลัยชุมชน (Community College)

วิทยาลัยระบบ 2 ปีของรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อสนองความต้องการด้านการศึกษาของชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับชาวอเมริกัน เนื่องจากหลักเกณฑ์การรับสมัครไม่ยุ่งยากและยังเป็นสถาบันการศึกษาที่นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ให้ความนิยม เนื่องจากสามารถเลือกเรียนหลักสูตรวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของระดับปริญญาตรีในวิทยาลัยชุมชนก่อนที่จะตัดสินใจเลือกสาขาวิชาเอก และโอนหน่วยกิตไปศึกษาต่อชั้นปีที่ 3 – 4 ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน โดยเกรดเฉลี่ยใน 2 ปีแรกนี้จะเป็นตัวชี้วัดการตอบรับจากมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าศึกษาต่อ

นอกจากการโอนหน่วยกิตแล้ว วิทยาลัยชุมชนเปิดสอนหลักสูตรวิชาชีพหลากหลายที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกอาชีพในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ Business Administration, Computer Programming, Nursing, Fashion Design, Hotel and Restaurant Management, Secretarial, Commercial Photography, Engineering หรือ Advertising Art นักศึกษาที่สำเร็จหลักสูตรเหล่านี้จะได้รับปริญญาบัตรหรือประกาศนียบัตร

4.    สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology)

เปิดสอนหลักสูตรที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บางแห่งเปิดสอนหลักสูตรในระดับสูงกว่าระดับปริญญาตรี และบางแห่งเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรระยะสั้นเท่านั้น

5.    สถาบันการศึกษาด้านวิชาชีพขั้นสูง (Professional School)

เปิดสอนหลักสูตรการฝึกอบรมในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ ศิลปะ ดนตรี ธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ โดยสถาบันบางแห่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย บางแห่งเป็นเอกเทศ และบางแห่งเปิดสอนในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี

ปีการศึกษา

ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) กำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้

1. ระบบ Semester แบ่งเป็น 2 Semester แต่ละ Semester ประมาณ 16 – 18 สัปดาห์
  • Fall Semester : กันยายน – กลางธันวาคม
  • Spring Semester : มกราคม – กลางเมษายน
  • Summer Session : กลางพฤษภาคม – สิงหาคม
2. ระบบ Quarter แบ่งเป็น 4 Quarters แต่ละ Quarter ประมาณ 10 สัปดาห์
  • Fall : กลางกันยายน – ธันวาคม
  • Winter :  มกราคม – กลางมีนาคม
  • Spring : เมษายน – กลางมิถุนายน
  • Summer : กลางมิถุนายน – สิงหาคม
3. ระบบ Trimester แบ่งเป็น 3 เทอม ๆ ละ 3 เดือน
  • First : กันยายน – ธันวาคม
  • Second : มกราคม – เมษายน
  • Third : พฤษภาคม – สิงหาคม
4. ระบบ 4-1-4 แบ่งภาคเรียนเป็น 2 Semesters แต่ละ Semester ประมาณ 15 สัปดาห์ คั่นด้วยภาคเรียนสั้น ๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip
  • Fall Semester : กันยายน – ธันวาคม
  • Mini-term หรือ Interim : มกราคม (1 เดือน)
  • Spring Semester : กุมภาพันธ์ – พฤษภาคม
ระบบ SEVIS (The Student and Exchange Visitor Information System)

เป็นระบบที่รัฐบาลอเมริกันนำมาใช้ในปี 2003 เพื่อบันทึกข้อมูลของนักศึกษาต่างชาติ และนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา โดยระบบนี้เป็นเครือข่ายใหญ่บรรจุข้อมูลของนักเรียนและนักศึกษาต่างชาติ โดยมีการประสานกันระหว่างสถานศึกษา องค์กรแลกเปลี่ยน และรัฐบาล

ระบบจะกำหนดให้นักศึกษาต้องรายงานให้สถาบันการศึกษา หรือองค์กรแลกเปลี่ยนทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะใด ๆ ของนักศึกษา เช่น การย้ายที่อยู่ การย้ายสถานศึกษา เป็นต้น รัฐบาลอเมริกันต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดทำและบำรุงรักษาระบบ SEVIS นี้ รัฐบาลจึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียม SEVIS กับนักเรียน นักศึกษาต่างชาติทุกคน สำหรับนักเรียน นักศึกษาทั่วไปต้องชำระค่าธรรมเนียม SEVIS จำนวน USD 200  และสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนระยะสั้น เช่น Summer Work and Travel Program เสียค่าธรรมเนียม USD 35 แต่สำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อยู่ระยะยาว เช่น นักเรียนทุนนักเรียน High School Program เสียค่าธรรมเนียม USD 180 ค่าธรรมเนียมนี้ต้องชำระก่อนการยื่นขอวีซ่า และไม่สามารถเรียกคืนได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น